เลือก Workflow หรือ Agent ให้เหมาะกับความไม่แน่นอน
เปรียบเทียบขั้นตอนตายตัว การ routing การวนตรวจ และ Agent ที่เลือกเครื่องมือ โดยเลือกอิสระให้น้อยที่สุดที่ยังทำงานได้
เป้าหมาย: เลือกรูปแบบระบบตามความแปรผัน ความเสี่ยง และความสามารถตรวจผล · ใช้เวลาประมาณ 16 นาที
ผลลัพธ์ที่ต้องสร้าง
ทำให้การตัดสินใจตรวจสอบได้ด้วยหลักฐาน เจ้าของ และเกณฑ์ที่กำหนดก่อนเห็นผล
Map variation
ดูว่าข้อมูลและเส้นทางเปลี่ยนจริงหรือแค่มีหลายเงื่อนไขที่เขียนกฎได้
Choose pattern
เลือก sequence, routing, parallel, evaluator loop หรือ Agent
Bound freedom
จำกัด tool, permission, budget, iterations และ stop
Test exceptions
ทดสอบกรณีข้อมูลขาด ขัดกัน ระบบล่ม และผลกระทบสูง
ตัวอย่างการตัดสินใจ
สรุปรายงานรายวัน
Workflow: query → validate → summarize → approve
ขั้นตอนคงที่ไม่ต้องให้ Agent วางแผน
ค้นสาเหตุคำสั่งซื้อล่าช้า
Agent อ่านหลายระบบได้ภายใต้ read-only และหยุดเมื่อหลักฐานไม่พอ
เส้นทางค้นต่างกันแต่ผลต้องอ้าง trace
สัญญาณว่าโครงการกำลังหลงทาง
เรียกทุกอย่าง Agent
เพิ่มความไม่แน่นอนและต้นทุน
เริ่ม deterministic แล้วเพิ่มอิสระเฉพาะจุด
Workflow ซ่อน exception
เคสจริงหลุดไปทางผิด
มี unknown และ human route
Agent ไม่มี stop
วน tool และใช้เงินไม่จบ
กำหนด max steps/time/cost
เลือกรูปแบบงานบริการลูกค้า
LINE OA มี FAQ 70% เคสร้องเรียน 20% และเคสซับซ้อน 10%
ออกแบบระบบที่ไม่ over-engineer
ดูคำตอบตัวอย่าง
ใช้ routing Workflow จัด intent; FAQ ค้นข้อมูลและร่าง; ร้องเรียนเข้า human queue; unknown ส่งต่อพร้อม summary ยังไม่ต้องใช้ Agent; เก็บข้อมูล 4 สัปดาห์ก่อนพิจารณา Agent read-only สำหรับเคสซับซ้อน
- แยกความแปรผัน
- เลือก pattern ง่าย
- unknown route
- สิทธิ์ต่ำ
- มีวันทบทวน
บันทึกช่วยจำ
- ความยืดหยุ่นสูงไม่เท่ากับคุณค่าธุรกิจสูง
- Workflow และ Agent สามารถอยู่ในระบบเดียวกันคนละส่วน
สรุปบทเรียนนี้
- ใช้รูปแบบง่ายที่สุดที่พอ
- Agent ต้องมีขอบเขต
- exception และ stop ต้องออกแบบก่อน